TRC Development

ผู้เขียน: admin

  • อย่าปล่อยให้ความเครียดครอบงำองค์กร วิธีง่ายๆที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตพนักงาน

    อย่าปล่อยให้ความเครียดครอบงำองค์กร วิธีง่ายๆที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตพนักงาน

    ความเครียดในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปจากอาการ “เหนื่อยล้าเล็กๆ” กลายเป็น “หมดไฟ” หรือ Burnoutจากการ “ไม่กล้าบอกใคร” กลายเป็น “ลาออกเงียบ” หรือ Quiet Quitting องค์กรจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่า ความเครียดคือเรื่องส่วนตัวแต่ในความจริงนี่คือ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ การทำงาน และความยั่งยืนขององค์กรคำถามคือ: องค์กรของคุณกำลังเผชิญกับความเงียบที่เป็นสัญญาณอันตรายอยู่หรือไม่?สัญญาณว่าองค์กรกำลังถูก “ความเครียด” ครอบงำพนักงานขาดแรงจูงใจ ไม่กล้าเสนอไอเดีย
    เวลาทำงานเท่าเดิม แต่ผลงานลดลงการสื่อสารในทีมลดลง เหมือนแต่ละคนอยู่กันแบบ “ต่างคนต่างทำ”อัตราการลางาน หรือการลาออกเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ
    วิธีง่ายๆ ที่องค์กรสามารถเริ่มดูแลสุขภาพจิตพนักงานได้ทันที

    1. เปิดพื้นที่ให้พนักงาน “พูด” ได้อย่างปลอดภัย
      สร้างช่องทางในการ Feedback อย่างนิรนาม เช่น แบบสอบถามสุขภาพจิต หรือการพูดคุยแบบ 1-on-1 โดยไม่มีการตัดสิน

    2. ปรับนโยบายการทำงานให้ยืดหยุ่น
      เช่น ให้พนักงานสามารถเลือกเวลาทำงานบางส่วน (Flexible hour), เวิร์กฟรอมโฮมบางวัน หรือใช้ “วันพักใจ” เพื่อรีเซตตัวเองได้

    3. จัดกิจกรรมเสริมสุขภาพจิตแบบเข้าใจง่าย
      ไม่ต้องใหญ่โต อาจเป็นกิจกรรมเล็กๆ เช่น การฝึกหายใจ (Breathing session), เวิร์กช็อป “ฟังตัวเอง” หรือมุมพักใจเล็กๆ ในออฟฟิศ

    4. ใช้ Employee Engagement Survey อย่างสม่ำเสมอ
      เพื่อประเมินสุขภาพจิตของพนักงานในภาพรวม และตรวจพบปัญหาก่อนที่จะสายเกินไป
      องค์กรที่ลงมือจริง: ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า “ใจพนักงานสำคัญ”
      Wongnai
      สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ “เปิดใจ ไม่ตัดสิน” พนักงานสามารถพูดคุยกับหัวหน้าได้แบบตรงไปตรงมา และมีนโยบาย Remote Working ยืดหยุ่นเต็มที่
      Unilever Thailand
      ลงทุนกับ Employee Wellness Program ทั้งทางกายและใจ เช่น เวิร์กช็อปด้านสุขภาพจิต, เวลาพักผ่อนสำหรับพนักงาน รวมถึงสายด่วนให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา
      Agoda
      นำเทคโนโลยีมาช่วยประเมินความเครียดของพนักงาน พร้อมปรับกระบวนการทำงานให้เหมาะสมและยั่งยืนมากขึ้น
      สรุป: สุขภาพจิตดี = องค์กรเติบโตสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องหรูหราสำหรับองค์กรอีกต่อไปแต่มันคือ “ความจำเป็น” ที่ทุกบริษัทต้องใส่ใจอย่างจริงจังยิ่งดูแลก่อน = ยิ่งป้องกันปัญหาใหญ่ ยิ่งได้ใจคนเก่งให้อยู่กับองค์กรนานขึ้นเราพร้อมให้คำปรึกษาและบริการ Employee Wellbeing Surveyเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรของคุณประเมิน วางแผน และลงมืออย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพใจอย่างแท้จริง เพราะองค์กรที่แข็งแรงเริ่มต้นจาก “คนที่ยังมีใจให้กัน”

  • HR ต้องรู้! เครื่องมือวัดสุขภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนทีมธรรมดาให้เป็นทีมเวิร์กทรงพลัง

    HR ต้องรู้! เครื่องมือวัดสุขภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนทีมธรรมดาให้เป็นทีมเวิร์กทรงพลัง

    การทำงานยุคใหม่ “ความสามารถส่วนบุคคล” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่องค์กรต้องการมากกว่า คือ “ทีมเวิร์กที่แข็งแรง” และ “พนักงานที่เชื่อมโยงกันด้วยความสัมพันธ์ที่ดี” แต่นี่คือคำถามใหญ่ของ HR ทั่วโลก:จะรู้ได้อย่างไรว่าในองค์กร… ใครกำลังโดดเดี่ยว ใครรู้สึกไม่มีตัวตน ใครกำลังหมดใจ เพราะขาดการเชื่อมต่อทางสังคม?
    คำตอบอยู่ที่ “Social Wellbeing Assessment” เครื่องมือที่องค์กรระดับโลกใช้เพื่อวัดและวิเคราะห์ความผูกพัน ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อมเชิงบวกภายในทีม เพราะการวัดที่ “ถูกจุด” คือจุดเริ่มต้นของทีมเวิร์กที่ “ทรงพลัง”
    Social Wellbeing คืออะไร?คือสุขภาวะทางสังคมของพนักงาน เช่น ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม, การมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวก, ความสัมพันธ์กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน, ความมั่นใจว่าเสียงของตนมีค่าเมื่อพนักงานรู้สึก “เชื่อมโยง” กับคนรอบตัวพวกเขาจะรู้สึกปลอดภัย กล้าเสนอความเห็น และพร้อมสนับสนุนผู้อื่นอย่างเต็มที่ทำไม HR ยุคใหม่ต้องวัด Social Wellbeing?ลดการลาออกแบบเงียบ (Quiet Quitting)พนักงานที่รู้สึกโดดเดี่ยวมักเลือกอยู่แบบ “แค่ทำให้จบ” มากกว่า “ทำให้ดี”สร้างทีมเวิร์กจากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่บังคับ
    การรู้ว่าใครคือแกนกลางของทีม ใครคือคนที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่ม จะช่วยให้การจัดทีมและบริหารความสัมพันธ์ภายในแม่นยำขึ้น
    ยกระดับวัฒนธรรมองค์กรเมื่อความสัมพันธ์ดี ผลงานก็ดี ความคิดสร้างสรรค์ก็ไหลลื่น วัฒนธรรมองค์กรก็เติบโตอย่างยั่งยืน
    ตัวอย่างองค์กรที่วัด Social Wellbeing อย่างจริงจัง Google
    ใช้งาน Social Network Analysis เพื่อระบุจุดเชื่อมต่อภายในทีม ตรวจสอบว่าใครเป็น “คนกลาง” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง หรือใครที่อาจกำลังถูกแยกออกจากวงสนทนา
    SCG
    มีการทำแบบประเมินสุขภาวะทีม (Team Pulse) เป็นรายไตรมาส เพื่อดูแนวโน้มความผูกพันในทีม พร้อมนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบเวิร์กช็อปเชิงพฤติกรรมเฉพาะจุด
    Agoda
    ออกแบบ Employee Sentiment Survey โดยมีคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกต่อทีม การมีส่วนร่วมในวงสนทนา และการได้รับการยอมรับ ซึ่งช่วย HR ปรับแผนอบรมผู้นำทีมแบบเจาะจงจะเริ่มวัด Social Wellbeing ได้อย่างไร?เริ่มจากแบบประเมินที่แม่นยำ เช่น Social Wellbeing Survey วิเคราะห์ผลลัพธ์แบบเชิงลึก (สามารถเลือกให้ทีม HR หรือผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ร่วมได้)วางแผนปรับพฤติกรรมองค์กรจากสิ่งที่วัดได้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกติดตามผลต่อเนื่องเป็นรอบไตรมาส เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ชั่วคราว
    สรุป: ความสำเร็จขององค์กรยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ทำงานเก่ง”แต่คือ “ความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันภายในทีม”HR ที่เข้าใจ Social Wellbeing คือหัวใจขององค์กรที่คนอยากอยู่ และพร้อมเติบโตไปด้วยกันหากคุณกำลังมองหาเครื่องมือวัดและพัฒนา Social Wellbeing ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับองค์กรของคุณเราพร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่แบบสอบถาม ประเมินผล วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงแผนพัฒนาทีมเวิร์กแบบยั่งยืนติดต่อเรา เพื่อให้การวัดสุขภาพทีมของคุณ เริ่มต้นอย่างมีพลังและแม่นยำ

  • เพื่อนร่วมงาน Toxic แค่คนเดียว ทำไมถึงกระทบใจทั้งแผนก Social Wellbeing บอกคุณได้

    เพื่อนร่วมงาน Toxic แค่คนเดียว ทำไมถึงกระทบใจทั้งแผนก Social Wellbeing บอกคุณได้

    องค์กรที่มีทีมงานเก่งแค่ไหน แต่ถ้ามี “ความสัมพันธ์ที่ไม่ดี” ซ่อนอยู่ ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ “ความอึดอัด” ในห้องประชุมแต่สามารถทำให้ทั้งแผนกเสียขวัญ กำลังใจหาย งานสะดุด และสุดท้ายพนักงานดี ๆ เริ่มถอนตัวทีละคนแบบเงียบ ๆคำถามสำคัญคือ:HR และผู้บริหารจะรู้ได้อย่างไรว่า ความเสียหายเริ่มจากใคร? หรือจุดอ่อนของทีมอยู่ตรงไหน?คำตอบอยู่ที่เครื่องมือที่เรียกว่า Social Wellbeing AssessmentToxic คนเดียว แต่สะเทือนได้ทั้งองค์กร?Toxic Behavior ไม่ได้หมายถึงแค่พนักงานที่เสียงดัง ขัดแย้ง หรือชอบเถียงหัวหน้าแต่มักมาในรูปแบบที่ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” เช่น:จิกกัด เสียดสีเพื่อนร่วมงานสร้างพวก ตั้งกลุ่มแบ่งฝ่าย
    ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า “ไม่มีค่า”เป็น Passive-aggressive อย่างเงียบ ๆชอบเอาเครดิตผู้อื่น หรือตำหนิทีมลับหลังผลที่ตามมา:บรรยากาศในทีมอึดอัด แม้งานจะยังเดินได้คนเก่งเริ่มรู้สึกว่า “อยู่ไปก็ไม่โต”หัวหน้าทีมไม่รู้จะรับมืออย่างไรเพราะไม่มีหลักฐาน HR รู้ทีหลังตอนที่พนักงานลาออกแล้ว Social Wellbeing Assessment คืออะไร?
    คือเครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ทางสังคมภายในองค์กร ที่สามารถตรวจจับความรู้สึกของพนักงานในมิติที่ลึกกว่าแค่ “ความพึงพอใจ” เช่น:
    ใครในทีมที่เพื่อนร่วมงานอยากทำงานด้วย?
    ใครที่คนอื่น “หลีกเลี่ยง” แบบไม่พูดตรง ๆ?
    พนักงานรู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีค่าในทีมมากน้อยแค่ไหน?
    ใครคือคนกลางที่เชื่อมโยงทีม? ใครที่ถูกแยกออก?
    ตัวอย่างองค์กรที่นำไปใช้จริง
    บริษัทเทคโนโลยีระดับเอเชีย (ไม่เปิดเผยชื่อ)พบว่าพนักงานระดับ Senior บางราย ทำให้คนในทีมรุ่นใหม่รู้สึกกดดันจนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ทีมงานจึงขาดนวัตกรรม ทั้งที่มีศักยภาพสูง
    หลังใช้ Social Wellbeing Assessment และได้รับ Feedback แบบไม่เปิดเผยชื่อ ทีม HR จึงสามารถเข้าไปแก้ไขโครงสร้างทีม และเสริม Soft Skill ให้ผู้บริหารระดับกลาง
    SCGมีการประเมิน Team Climate & Wellbeing อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนภาพความสัมพันธ์ในองค์กรจริง ไม่พึ่งแค่ฟีลลิ่งของหัวหน้า
    แล้วองค์กรของคุณควรเริ่มอย่างไร?ประเมิน Social Wellbeing อย่างเป็นระบบใช้แบบสอบถามที่ออกแบบเฉพาะเพื่อองค์กร ไม่ใช่แบบฟอร์มสำเร็จรูป
    วิเคราะห์แบบไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อให้พนักงานกล้าแสดงความรู้สึกจริง โดยไม่ต้องกลัวผลกระทบใช้ข้อมูลวางแผนการพัฒนาเชิงลึก
    เช่น ปรับบทบาทคนในทีม, จัดเวิร์กช็อปพฤติกรรม, ปรับ Flow การสื่อสารติดตามผลต่อเนื่องไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียวจบ แต่คือเครื่องมือวัดสุขภาพทีมในระยะยาว
    สรุป
    เพื่อนร่วมงานที่เป็นพิษ อาจไม่ใช่ปัญหาของ “เขาแค่คนเดียว” แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า ทีมอาจกำลังเสียสมดุล
    และหากไม่รู้ต้นเหตุให้เร็วพอ ผลเสียจะลุกลามจนเกินควบคุม
    Social Wellbeing Assessment คือคำตอบที่จะช่วยองค์กรของคุณ “เห็นภาพจริง” ก่อนจะสายไป

  • เบื้องหลังพนักงานลาออกเพราะ “ไม่ไหวเรื่องเงิน” ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

    เบื้องหลังพนักงานลาออกเพราะ “ไม่ไหวเรื่องเงิน” ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

    การลาออกจากงานมักจะมีเหตุผลที่หลากหลาย แต่สิ่งที่หลายองค์กรมักมองข้ามคือ ปัญหาการเงินที่อาจเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลาออกของพนักงานในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินของพนักงานเองอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้สูญเสียบุคลากรที่มีค่าซึ่งมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและการเติบโตขององค์กรความจริงที่ต้องรู้: ปัญหาทางการเงินของพนักงานมีผลต่อองค์กรมากกว่าที่คิดในอดีตหลายๆ องค์กรอาจมองว่าเรื่องการเงินของพนักงานเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานและความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานอย่างไม่น่าเชื่อในยุคที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ การศึกษาของลูก ค่าเช่าบ้าน หรือค่ารักษาพยาบาล ปัญหาทางการเงินของพนักงานจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจภายนอก เช่น เงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงในอัตราเงินเดือนที่ไม่สามารถตามทันกับค่าครองชีพ ทำให้พนักงานรู้สึกเครียดและกดดันกับสถานการณ์ทางการเงิน ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการขาดแรงจูงใจในการทำงาน จนในที่สุดบางคนตัดสินใจลาออกเพื่อหางานที่สามารถรองรับความต้องการทางการเงินของตนเองได้ดีกว่า การสำรวจและจัดการ Financial Wellbeing ของพนักงานการจัดการกับปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากองค์กรสามารถวัดและติดตาม Financial Wellbeing ของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสำรวจเรื่องความสุขทางการเงินจะช่วยให้องค์กรรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับพนักงานก่อนที่จะเกิดการลาออกหรือการลดประสิทธิภาพการทำงานการทำ Financial Wellbeing Survey จะช่วยให้ผู้บริหารและทีม HR ได้เห็นภาพรวมของปัญหาทางการเงินที่พนักงานกำลังเผชิญ เช่น พนักงานมีหนี้สินจำนวนมาก หรือไม่สามารถบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขารู้สึกเครียดและไม่มีสมาธิในการทำงานจากข้อมูลที่ได้รับในการสำรวจ องค์กรสามารถปรับปรุงนโยบายด้านการเงินและสวัสดิการของพนักงานได้ทันที เช่น การเพิ่มสวัสดิการด้านการเงิน การสนับสนุนการวางแผนการเงินส่วนบุคคล หรือการให้คำปรึกษาด้านการเงิน รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการให้ความสำคัญกับการเงินของพนักงาน หลายองค์กรชั้นนำได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลด้านการเงินและสุขภาพจิตของพนักงาน ซึ่งได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการทำงานและความภักดีต่อองค์กร เช่น: Google: Google ไม่ได้มีแค่สวัสดิการที่ดีในแง่ของเงินเดือน แต่ยังให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลสำหรับพนักงาน โดยการให้คำปรึกษาทางการเงินและการจัดโปรแกรมการออมเพื่อสุขภาพทางการเงินที่ยั่งยืนMicrosoft: Microsoft มีโปรแกรมที่ช่วยพนักงานในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล พร้อมทั้งส่งเสริมพนักงานในการใช้เวลาหยุดพักจากงานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ซึ่งช่วยลดความเครียดจากปัญหาการเงิน Salesforce: Salesforce ให้ความสำคัญกับการจัดการด้านการเงินและได้ออกแบบโครงการ “Financial Health Initiative” เพื่อให้พนักงานได้รับการศึกษาและการวางแผนการเงินที่ดีขึ้นการดูแลสุขภาพทางการเงินของพนักงาน = การสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรการให้ความสำคัญกับการเงินของพนักงานไม่เพียงแต่ช่วยรักษาแรงงานที่มีคุณภาพไว้เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ โดยการจัดการปัญหาทางการเงินของพนักงานจะช่วยลดความเครียดและทำให้พนักงานรู้สึกว่าองค์กรพร้อมที่จะให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกด้าน ไม่เพียงแต่ในเรื่องงานแต่ในชีวิตส่วนตัวด้วย
    สรุป
    การลาออกของพนักงานไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาทางการเงินที่อาจเป็นสาเหตุหลัก การดูแลและจัดการ Financial Wellbeing ของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาพนักงานที่มีคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กรหากองค์กรของคุณยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับด้านนี้ ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเริ่มมองหาวิธีที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับพนักงานของคุณ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลาออกไปหางานที่ดีกว่าและให้พวกเขามีแรงจูงใจในการทำงานต่อไปติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการสำรวจและพัฒนา Financial Wellbeing สำหรับพนักงานของคุณ

  • Performance ดีแต่พลังใจหมด แค่ปรับมุมคิดผ่าน Social Wellbeing องค์กรก็เปลี่ยนได้ทั้งระบบ”

    Performance ดีแต่พลังใจหมด แค่ปรับมุมคิดผ่าน Social Wellbeing องค์กรก็เปลี่ยนได้ทั้งระบบ”

    ในหลายองค์กร เรามักวัด “ผลงาน” (Performance) ด้วยตัวเลข ยอดขาย และผลลัพธ์ปลายทางแต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ “พลังใจ” ของคนทำงาน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนผลงานที่แท้จริงพนักงานบางคนยังสร้างผลงานได้ดี แต่ลึก ๆ กลับรู้สึกหมดแรง ไม่อยากตื่นมาทำงาน ไม่อินกับเป้าหมายองค์กรอีกต่อไปนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ Burnout แต่คือ “ความไม่เชื่อมโยง” ระหว่างคนกับทีม ซึ่งสามารถแก้ได้ผ่านการวัด Social WellbeingSocial Wellbeing คืออะไร?
    คือการประเมิน “สุขภาวะทางสังคม” ของพนักงาน เช่น ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และความมั่นใจว่า “เสียงของตนเองมีค่า”ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจในการทำงาน
    ทำไมองค์กรถึงต้องใส่ใจ?
    Performance ที่ยั่งยืน = พลังใจ + การยอมรับ
    พนักงานที่เก่งแค่ไหน หากรู้สึกว่า “ไม่ถูกเห็น” หรือ “ไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม” ก็มีแนวโน้มจะหมดไฟเร็วกว่าคนทั่วไป
    องค์กรที่ดีต้องฟัง “เสียงเงียบ” ให้เป็น
    ไม่ใช่ทุกคนจะพูดออกมาเมื่อรู้สึกแย่ การมีเครื่องมืออย่าง Social Wellbeing Assessment จะช่วยสะท้อนความรู้สึกที่มองไม่เห็น
    ทีมที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น ทำงานได้ดีกว่า
    การสื่อสารที่ดี การให้กำลังใจ การช่วยเหลือกันเล็ก ๆ น้อย ๆ สร้างผลลัพธ์มหาศาลในระยะยาว
    ตัวอย่างองค์กรที่ใช้แนวคิดนี้
    บริษัท Unilever มีโครงการ “Connect for Wellbeing” เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทีมผ่านกิจกรรมและการสำรวจความรู้สึกของพนักงานอย่างต่อเนื่อง
    Google ลงทุนกับพัฒนา Psychological Safety ในทีม เพื่อให้พนักงานกล้าแสดงความเห็น และรู้สึกว่า “ปลอดภัยทางความคิด” ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ Engagement
    แล้วองค์กรของคุณควรเริ่มอย่างไร?
    เริ่มจาก วัด Social Wellbeing ผ่านแบบประเมินที่ออกแบบเฉพาะองค์กรใช้ข้อมูล วิเคราะห์เชิงลึก เช่น ใครคือผู้เชื่อมทีม? ใครที่รู้สึกโดดเดี่ยว?วางแผน ปรับวัฒนธรรมองค์กร ด้วยกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์และการฟังเสียงพนักงานแบบไม่เป็นทางการทำอย่าง ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่รายปี
    สรุป
    Performance ที่ดีอาจไม่เพียงพอ หากหัวใจของพนักงานเริ่มแห้งแล้งการปรับมุมคิดให้ “ทีมงานรู้สึกมีคุณค่า” ผ่านแนวทาง Social Wellbeingคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งองค์กร เปลี่ยนจากการทำงานร่วมกัน มาเป็นการเติบโตไปด้วยกัน